About Me

ค่าธรรมเนียมศาลคดีแพ่งคิดอย่างไร ใครเป็นคนจ่ายเมื่อคดีจบ

ใครที่กำลังจะฟ้องหรือถูกฟ้องคดีแพ่ง มักสงสัยว่าต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่ และสุดท้ายใครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เมื่อต้องไปศาลในฐานะคู่ความ การเข้าใจหลักการคิดค่าธรรมเนียมศาล คดีแพ่ง ว่าเท่าไหร่และใครจ่าย จะช่วยให้วางแผนได้ตั้งแต่ต้น และไม่ประหลาดใจเมื่อคดีดำเนินไปถึงตอนจบ บทความนี้จะไล่ตามลำดับเวลาตั้งแต่ก่อนฟ้อง ระหว่างพิจารณา จนถึงหลังมีคำพิพากษา
ก่อนฟ้อง ค่าธรรมเนียมศาลคิดจากอะไรได้บ้าง?
โดยหลักแล้วค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่งที่คำนวณเป็นเงินได้ จะคิดจากจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 150 กำหนดให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง โดยอัตราค่าขึ้นศาลชั้นต้นสำหรับคำฟ้องทั่วไปที่คำนวณเป็นเงินได้ คือร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ แต่ไม่เกินสองแสนบาท ส่วนที่เกินห้าสิบล้านบาทขึ้นไปคิดร้อยละ 0.1 ตามตาราง 1 (1)(ก) แห่ง ป.วิ.พ. ส่วนคดีที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เช่น คดีทั่วไปรวมทั้งคดีไม่มีข้อพิพาท เก็บเรื่องละ 200 บาท ตามตาราง 1 (2)(ก)
สำนักงานทนายความ
นอกจากค่าขึ้นศาลแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เช่น ค่าป่วยการและค่าพาหนะพยาน ค่าทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 149 เรียกรวมกันว่าค่าฤชาธรรมเนียม โดยค่าขึ้นศาลให้ผู้ยื่นคำฟ้องชำระเมื่อยื่นคำฟ้อง เว้นแต่ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลพร้อมกัน หากไม่แน่ใจว่าการเริ่มคดีแพ่งมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ฟ้องคดีแพ่งเริ่มอย่างไร เพื่อวางแผนการยื่นคำฟ้องได้ถูกต้อง
โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลตอนไหน?
โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าขึ้นศาลเมื่อยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ที่ระบุว่าค่าขึ้นศาลให้ผู้ยื่นคำฟ้องชำระเมื่อยื่นคำฟ้อง หากโจทก์ไม่ชำระ ศาลอาจไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงควรเตรียมเงินส่วนนี้ให้พร้อมตั้งแต่วันยื่นคำฟ้อง แต่ถ้าโจทก์เป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ สามารถยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลพร้อมคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155–156 ได้
คำฟ้องที่ยื่นต้องทำเป็นหนังสือและแสดงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้ชัดเจน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 เมื่อศาลรับคำฟ้องแล้วจะออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลย จำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับหมายเรียก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 โดยแสดงว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ และจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ ขั้นตอนเหล่านี้เป็นส่วนที่ทำให้คดีเดินหน้าต่อไป
ถ้าจำเลยจะสู้คดี ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเพิ่มไหม?
โดยทั่วไปการยื่นคำให้การสู้คดีไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม เพราะค่าขึ้นศาลเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องเป็นหลัก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 อย่างไรก็ดี หากจำเลยประสงค์จะฟ้องแย้งเป็นคดีส่วนหนึ่งในคำให้การ การฟ้องแย้งนั้นถือเป็นการตั้งข้อหาต่อโจทก์ อาจต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ของคำฟ้องแย้งนั้นด้วย ขึ้นอยู่กับว่าคำฟ้องแย้งคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่
จำเลยที่ตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลก็สามารถยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้เช่นกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155–156 ที่เปิดช่องให้ยื่นพร้อมคำให้การ หรือยื่นในเวลาใดก็ได้ถ้าตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียในภายหลัง การว่าความในศาลนั้นคู่ความสามารถว่าความเองหรือแต่งตั้งทนายความได้ โดยการตั้งทนายต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความยื่นต่อศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60–61 ซึ่งหากมีข้อสงสัยเรื่องการเตรียมคดีสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่าน https://thanaidee.com/ ได้
ค่าธรรมเนียมศาลมีอะไรบ้างนอกจากค่าขึ้นศาล?
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ค่าฤชาธรรมเนียมไม่ได้มีแค่ค่าขึ้นศาล แต่ยังรวมถึงค่าป่วยการและค่าพาหนะพยาน ค่าทนายความ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการพิจารณา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเกิดหรือไม่เกิด ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของแต่ละคดี เช่น มีการนำพยานเข้าสืบหรือไม่ มีการแต่งตั้งทนายหรือไม่ จึงไม่อาจกำหนดตัวเลขตายตัวได้ล่วงหน้า
คู่ความควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงไว้ด้วย เพราะในตอนท้ายของคดี ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายแพ้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด การมีหลักฐานชัดเจนจะช่วยให้ศาลพิจารณาได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี หลักเกณฑ์ว่าค่าใช้จ่ายใดจะได้รับคืนบ้างเป็นดุลพินิจของศาลเป็นรายกรณีไป ไม่สามารถฟันธงล่วงหน้าได้
คดีที่ตกลงกันได้ระหว่างทาง ค่าธรรมเนียมศาลได้คืนไหม?
ในทางปฏิบัติ หากคู่ความตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา ค่าขึ้นศาลส่วนหนึ่งอาจได้รับคืนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ แต่จะได้คืนเท่าใดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามขั้นตอนที่คดีอยู่ในขณะนั้น และเป็นไปตามที่ศาลมีคำสั่งเป็นรายกรณี จึงไม่อาจระบุเป็นตัวเลขแน่นอนได้ในบทความนี้
การยอมความยังส่งผลให้คดีสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องรอคำพิพากษา และคู่ความอาจตกลงกันเองได้ว่าใครจะเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าใช้จ่ายอื่น หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร สิ่งสำคัญคือควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือและยื่นต่อศาลเพื่อให้มีผลผูกพันชัดเจน
หลังคดีจบ ใครต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมศาล?
โดยหลักแล้ว คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีมักถูกศาลสั่งให้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมของอีกฝ่ายตามที่ศาลเห็นสมควร หลักการนี้มาจากแนวคิดว่าผู้ที่ทำให้เกิดการฟ้องร้องโดยไม่มีเหตุควรรับภาระค่าใช้จ่ายที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไป แต่คำสั่งจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและพฤติการณ์ของคู่ความแต่ละฝ่าย
หากคู่ความตกลงยอมความกันเอง คู่ความอาจกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าใครรับภาระค่าธรรมเนียมส่วนใด ซึ่งเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาถึงที่สุดหรือสัญญาประนีประนอมยอมความมีอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ดังนั้นการกำหนดภาระค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนยอมความจะช่วยลดข้อโต้แย้งในภายหลังได้
ค่าธรรมเนียมศาลเกี่ยวกับอายุความของคดีอย่างไร?
อายุความของคดีมีผลต่อการยื่นฟ้อง หากยื่นฟ้องเมื่อสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว จำเลยสามารถยกขึ้นต่อสู้ได้ และอาจส่งผลให้โจทก์แพ้คดี ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมศาลไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยทั่วไปอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 กำหนดไว้สิบปีหากไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น ขณะที่บางกรณีมีอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 เช่น ดอกเบี้ยค้างชำระ เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ และค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ
สำหรับคดีละเมิด สิทธิเรียกค่าเสียหายมีอายุความหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 หากมูลละเมิดเป็นความผิดอาญาที่มีอายุความยาวกว่า ก็ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น การตรวจสอบอายุความก่อนฟ้องจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรข้าม เพราะมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าของค่าธรรมเนียมศาลที่ต้องเสียไป
ค่าเสียหายที่ฟ้องได้มีผลต่อค่าธรรมเนียมศาลแค่ไหน?
จำนวนค่าเสียหายที่เรียกร้องมีผลโดยตรงต่อค่าขึ้นศาล เพราะค่าขึ้นศาลชั้นต้นคิดเป็นร้อยละของทุนทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 และตาราง 1 (1)(ก) ยิ่งเรียกร้องมาก ค่าขึ้นศาลยิ่งสูงขึ้นตามสัดส่วน แต่ต้องระวังว่าการเรียกร้องเกินจริงอาจทำให้เสียค่าขึ้นศาลสูงโดยไม่จำเป็น หากศาลพิพากษาให้ได้รับน้อยกว่าที่ขอ ก็อาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เสียไป
ค่าเสียหายที่เรียกได้มีหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 ซึ่งรวมถึงความเสียหายที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้น และความเสียหายจากพฤติการณ์พิเศษถ้าคู่กรณีได้คาดเห็นหรือควรคาดเห็นล่วงหน้า ส่วนคดีละเมิดต้องอาศัยหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ที่ให้ผู้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การประเมินค่าเสียหายให้สมเหตุสมผลจึงช่วยกำหนดทุนทรัพย์และค่าธรรมเนียมศาลได้เหมาะสม
คดีอาญาที่เกี่ยวกับแพ่ง ค่าธรรมเนียมศาลคิดต่างกันไหม?
การฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายหรือพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนของคดีอาญาเหมือนคดีแพ่ง แต่หากผู้เสียหายต้องการเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลย ก็สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งในคดีอาญา หรือแยกฟ้องเป็นคดีแพ่งก็ได้ ซึ่งหากแยกฟ้องเป็นคดีแพ่งก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์เช่นเดียวกับคดีแพ่งทั่วไป
การเลือกว่าจะเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาหรือแยกฟ้องเป็นคดีแพ่ง มีผลต่อค่าธรรมเนียมศาลและขั้นตอนที่ต่างกัน การปรึกษาทนายความเพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะกับกรณีของตนจึงเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจยื่นฟ้อง ไม่ว่าจะเลือกทางใด คู่ความควรเข้าใจภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตลอดกระบวนการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่ง
ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าขึ้นศาลตอนยื่นฟ้อง ต้องทำอย่างไร?
คู่ความที่ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ อาจยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้อง คำให้การ อุทธรณ์ หรือฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155–156 หรือหากตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียในภายหลังก็ยื่นได้ในเวลาใดก็ได้ ศาลจะพิจารณาตามฐานะและพฤติการณ์ของผู้ร้อง
ค่าขึ้นศาลคำนวณจากทุนทรัพย์อย่างไร?
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 ค่าขึ้นศาลชั้นต้นคิดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท โดยอัตราตามตาราง 1 (1)(ก) คือร้อยละ 2 แต่ไม่เกินสองแสนบาท ส่วนที่เกินห้าสิบล้านบาทคิดร้อยละ 0.1 คดีที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เก็บเรื่องละ 200 บาท ตามตาราง 1 (2)(ก)
ถ้าคดีจบด้วยการยอมความ จะได้ค่าธรรมเนียมศาลคืนไหม?
อาจได้รับคืนบางส่วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนด แต่จำนวนและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับขั้นตอนของคดีในขณะนั้นและคำสั่งของศาลเป็นรายกรณี ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขแน่นอนได้ ควรปรึกษาทนายความหรือเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อตรวจสอบแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
ค่าเสียหายจากละเมิดมีอายุความเท่าไร?
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 สิทธิเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดมีอายุความหนึ่งปีนับแต่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือสิบปีนับแต่วันทำละเมิด หากมูลละเมิดเป็นความผิดอาญาที่มีอายุความยาวกว่า ก็ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น
ค่าทนายความศาลจะสั่งให้ฝ่ายแพ้จ่ายคืนทั้งหมดไหม?
ค่าทนายความเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ซึ่งศาลอาจสั่งให้ฝ่ายแพ้รับผิดตามที่เห็นสมควร แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลและพฤติการณ์ของคู่ความ ไม่สามารถยืนยันล่วงหน้าได้ว่าได้คืนเต็มจำนวน
ต้องมีทนายความไหมจึงจะฟ้องคดีแพ่งได้?
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60–61 คู่ความสามารถว่าความเองหรือแต่งตั้งทนายความก็ได้ การตั้งทนายต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความยื่นต่อศาล คู่ความจึงไม่จำเป็นต้องมีทนายความเสมอไป แต่คดีที่มีข้อกฎหมายซับซ้อน การมีทนายย่อมช่วยลดความเสี่ยงในทางProcedure
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อทำความเข้าใจหลักการเรื่องค่าธรรมเนียมศาลในคดีแพ่ง ไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง เนื่องจากแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างกัน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของตนเอง ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะกับกรณีนั้นโดยตรง